5

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของ ญี่ปุ่น

สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของ ญี่ปุ่น

แบ่งตามฤดูกาลได้ดังนี้

ฤดูหนาว (ธันวาคม – กุมภาพันธ์) เป็นฤดูแห่งการเพลิดเพลินกับหิมะฤดูหนาวในญี่ปุ่นไม่ค่อยรุนแรง ยกเว้นทางเหนือสุด อุณหภูมิโดยปกติจะอบอุ่นด้วยแสง อาทิตย์และฟ้าสีครามอีกด้านหนึ่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เทศกาลต่าง จะเกี่ยวพันกับหิมะและน้ำแข็ง นักท่องเที่ยวจะ เพลิดเพลินกับหิมะและรูปแกะสลักและมีส่วนร่วมในประเพณีท้องถิ่นตามฤดูนั้น เทศกาลงานต่างๆ ทั่วญี่ปุ่นถูกจัดขึ้นต่อเนื่อง กับเทศกาลปีใหม่อันเป็นวันสำคัญที่สุดสำหรับชาวญี่ปุ่น

1. 15 – 18 ธ.ค. เทศกาล อ็อง มัตสุริ (On Matsuri) ของศาลเจ้าคะซึกะ ของเมืองนารา จะมีขบวนแห่สวมหน้ากาก

2. 17 – 19 ธ.ค. งานฮะโกอิตะ อิชิ (Hagoita –lchi) ของวัดอะซะคุซะคันนอน ในโตเกียว มีการออกร้านขายไม้ตีลูกขนไก่โบราณ

3. 31 ธ.ค.งานไหว้พระ (OTERAMAIRI)  ที่ศาลเจ้ายะซะกะ ในเกียวโต มีพิธีไฟศักดิ์สิทธิ์

4. 1 ม.ค. วันปีใหม่ (New Year’s Day) ร้านค้า โรงงาน ธุรกิจต่างๆ จะปิด ครอบครัวต่างๆ จะฉลองด้วยอาหารมื้อพิเศษแต่งชุดกิมโมโนที่สวยที่สุด และจะพากันไปวัดหรือศาลเจ้า เพื่อไหว้พระขอพรให้สุขภาพดี และมีความสุขตลอดปี

5. 6 ม.ค.วันทำพิธีดับเพลิง (Dezomeshiki) ชมขบวนสาธิตการดับเพลิงในโตเกียว โดยมีตัวแทนพนักดับเพลิงงานแสดงโลดโผนบนยอด  บันไดช่วยหนีไฟ

6. กลางเดือน ม.ค. การแข่งขันซูโม่รอบแรกในโตเกียวก่อนวันบรรลุนิติภาวะ (Day Before Coming of Age Day) เทศกาลเผาหญ้าบนเขา Wakakusa   Yama ในเมืองนารา

7. ต้นเดือน ก.พ. เทศกาลหิมะ (Snow Festival) ที่มีชื่อที่สุดในญี่ปุ่น ที่เมืองซัปโปโร บนเกาะฮ็อกไกโด มีรูปแกะสลักหิมะและน้ำแข็งอันมหึมา มีนักแกะสลักหิมะจากประเทศต่างๆ มากมายจากทั่วโลกมาประชันและแข่งขันกันทุกปีต้น

8. 3 – 4 ก.พ. เทศกาลโปรยถั่ว (Setsubun Matsuri) เป็นพิธีไล่สิ่งอัปมงคลทำกันตามวัดใหญ่ทั่วประเทศ

9. 3 – 4 ก.พ. เทศกาลแห่โคม (Lantern Matsuri) ของศาลเจ้าคะซึกะ ในเมืองนารา

10. 15 – 16 ก.พ. เทศกาลคะมะคุระ (Kamakura Matsuri) ของเมืองโยโคเทะในอะคิตะ มีกระท่อมหิมะที่สร้างบูชาเทพเจ้าแห่งน้ำ

 

ฤดูใบไม้ร่วง (กันยายน – พฤศจิกายน) เป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยวและใบไม้เปลี่ยนสี เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงในเดือนกันยายน และตุลาคม เป็นเดือนที่น่าเพลิดเพลินกับความเย็นสบายในฤดูนี้ นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงแห่งสีสรรเป็นสีเหลืองส้ม แต่งเติมขุนเขาราวกับสีสรรแห่งพรม และทุ่งนาเปลี่ยนเป็นสีทองเป็นเวลาแห่งเทศกาลและกีฬาได้มาบรรจบกับกิจกรรมทางวัฒนาธรรมทั่วประเทศ งานเทศกาลดอกเบญมาศซึ่งแสดงอยู่ทั่วประเทศเป็นสัญญาลักษณ์หนึ่งของฤดูนี้

11. 16 ก.ย.  งานแสดงขี่ม้ายิงธนู (Yabusame)  ที่ศาลเจ้าทซึรุหงะโอกะ ฮะจิมังงู ที่เมืองคะมะคุระ

12. 7 – 9 ต.ค. เทศกาลคุนจิ (Kunchi Matsuri) ของศาลเจ้าซูวะในเมืองนางาซะกิ มีระบำมังกรจีนดั้งเดิม

13. 9 – 10 ต.ค. เทศกาลทะคะยะมะ (Takayama Matsuri)  แห่งศาลเจ้าฮาจิมังงุ ซึ่งมีขบวนรถสีสรรต่างๆมากมาย

14. กลางเดือน ต.ค. เทศกาลเมืองนาโงย่า (Nagoyo City Matsuri) มีขบวนพาเหรดซามูไรตามถนนในเมือง

15. กลางเดือน ต.ค. – พ.ย. เทศกาลดอกเบญจมาศ ที่ศาลเจ้าเมหยิและวัดอซะคุซะ ในโตเกียว

16. 17 ต.ค.  เทศกาลฤดูใบไม้ร่วง (Autumn Matsuri) ของศาลเจ้าโทโซงุ ที่เมืองนิกโก้ มีขบวนพาเหรดของนักรบโบราณในชุดเสื้อเกราะติดตามขบวน

17. 22 ต.ค. เทศกาลยุคสมัย (Jidai Matsuri) เป็นเทศกาลของศาลเจ้าเฮอันในโตเกียวซึ่งเป็นหนึงใน 3 เทศกาลใหญ่ของเกียวโต

18. 22 ต.ค. เทศกาลไฟ จะมีขบวนแห่คบเพลิงมุ่งมายัง ศาลเจ้ายุคิคุระมะในเกียวโต

19. 2 – 4 พ.ย. เทศกาลโอคุนจิ (Okunchi Matsuri) ของศาลเจ้าคะระทจึในเมืองจะซะหงะ จะมีขบวนพาเหรดที่มีสีสรร

20. 15 พ.ย. เทศกาลเจ็ดห้าสาม สำหรับเด็กอายุ 3, 5 และ 7 ปี จะไปศาลเจ้าเพื่อขอพรจากเทพเจ้าให้มีสุขภาพดีตลอดไป

ฤดูร้อน (มิถุนายน – สิงหาคม) เป็นฤดูกาลแห่งดอกไม้ไฟที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์พร้อมความเขียวขจีทั่วประเทศ ใบเขียวของ ซะกุระ เมเปิ้ล โอ๊ค ในป่าเขาที่ตัดกับสีเขียวเข้มของต้นสน และต้นไผ่ที่โอนอ่อนตามสายลมในตอนกลางวันและยามค่ำคืน ตามริมแม่น้ำในเมืองต่างๆ ทุกภาคจะเป็นจุดนัดพบของชาวชนบทตามท้องถิ่นและของเพื่อนผู้มาเยือนเทศกาลฤดูร้อนทั่วญี่ปุ่นเพื่อร่วมชมเทศกาลดอกไม้ไฟอย่างมีสีสรรและชีวิตชีวา และชมระบำพื้นเมือง “Bon Odori”

21. กลาง มิ.ย.  เทศกาลซันโน(Sunno Matsuri) ที่ศาลเจ้าอิเอะ ในโตเกียวมีการแห่ศาลเจ้าผ่านถนนในย่านอะซะกุซะ

22. เสาร์ที่ 2 ของมิ.ย. เทศกาลม้า (Chagu – Chagu Umakko Horse Festival)ในเมืองโมริโอกะ มีแห้ขบวนม้าประดับอย่างมีสีสรร

23. 7 ก.ค. เทศกาลดวงดาวหรือเทศกาลทานาบะตะ(Tanabata Festival) จัดขึ้นทั่วญี่ปุ่น แต่ที่เมืองเซนไดอย่างยิ่งใหญ่ และมีชื่อเสียงมากที่สุด มีการประดับโคมกระดาษหลากสีสวยงาม

24. 13 – 15 ก.ค.เทศกาลบน(Bon Festival) จัดทั่วประเทศ เป็นพิธีทางศาสนา เพื่อระลึกถึงดวงวิญญาณที่ล่วงลับไปแล้ว โดยมีการเต้นระบำโบราณ BON ODORI เพื่อระลึกถึงดวงวิญญาณเหล่านั้น

25. 14 ก.ค. เทศกาลไฟ (Nachi Shrine No Himatsuri) ที่ศาลเจ้านะจืคะจึระในเมืองวะกะยะมะ มีการแบก 12 คบเพลิงขนาดใหญ่ โดยนักบวชในชุดขาว

26. 16 – 17 ก.ค. เทศกาลกิออน (Gion Matsuri) เป็นเทศกาลย้อนยุคไปในศตวรรษที่ 9 ที่ใหญ่ที่สุดในโตเกียว จะมีขบวนแห่ชุดแต่งกายโบราณผ่านถนนสายหลักหลายสาย ก.ค. หรือ ส.ค. เทศกาลดนตรี (Kangensai Music) ของศาลเจ้า Itsukushima ใกล้เมืองฮิโรชิม่า มีการรำประกอบดนตรีราชสำนัก

27. 24 – 25 ก.ค. เทศกาลเทนยิน (Tenjin Matsuri) ของศาลเจ้าเทนมันงู ในโอซาก้า มีขบวนแห่ศาลเจ้าบนเรือเหนือลำน้ำโตจิมะ

28. 1 – 7 ส.ค. เทศกาลเนบุตะ (Nebuta Matsuri) มีขบวนแห่โครงหุ่นประดับไฟ ในเมืองอะโอโมริ (2-7 สิงหาคม) เมืองฮิโรซะกิ จัดช่วง (1 – 7 สิงหาคม)

29. 3 – 6 ส.ค. เทศกาลคันโต (Kanto Matsuri) ในเมืองอะคิตะ มีขบวนแห่แผงโคมไฟที่แขวนบนราวไม้ไผ่

30. 5 – 7 ส.ค. เทศกาลฮะนะงะซะ(Hanagasa Matsuri) ในเมืองยะมะงะตะ มีขบวนฟ้อนรำของชาวเมือง เป็น 10,000 คน ในชุดหมวกฟางติดดอกไม้เทียม ซึ่งเป็นชุดประจำเทศกาล

31. 12 – 15 ส.ค.  เทศกาลระบำอาว่า (Awa Odori Folkdance Festival) ที่เมืองโทคุชิมะ มีการร้องรำทั้งกลางวันและกลางคืน

32. 16 ส.ค. งานไดมอนหยิบอนไฟ (Daimonji Bonfire) เป็นเทศกาลเพื่อส่งดวงวิญญาณผู้ล่วงลับไปแล้วโดยการเผาไฟ บนเนินเขาซึ่งเห็นได้จากตัวเมืองเกียวโต

 

ฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคม – พฤษภาคม) เป็นฤดูดอกไม้บาน จากวันแรกของต้นมีนาคมที่ดอกเหมยบานกระทั่งวันสุดท้ายของพฤษภาคมเมื่อดอกซะกุระทางตอนเหนือโรยจากต้น ฤดูนี้เป็นเวลาเริ่มต้นของธรรมชาติอันสดใสงดงามซึ่งมีการฉลองเทศกาลท่ามกลางธรรมชาติทั่วญี่ปุ่น

33. 3 มี.ค. เทศกาลฮินะมัตสุริ (Hina Matsuri) เป็นเทศกาลวันเด็กผู้หญิงจะมีการตกแต่งตุ๊กตาที่แต่งกายแบบพระราชสำนักบนหิ้งเป็นชั้น ๆในบ้านที่มีลูกสาวยังเด็กอยู่

34. 13 มี.ค. เทศกาลคะซูกะ(Kasuga Matsuri) ของศาลเจ้าคะซูกะในเมืองนารา มีการฟ้อนรำโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปี

35. 1-30 เม.ย. ระบำมิยะโกะ หรือระบำซากุระ ที่เกียวโต เป็นระบำญี่ปุ่นที่แสดงโดยนักฟ้อนรำที่เรียกว่า “ไมโกะ” (Maiko)

36. 8 เม.ย. เทศกาลถวายดอกไม้ (Hana Matsuri) ตามวัดพุทธต่างๆเพื่อระลึกถึงวันประสูติของพระพุทธเจ้า

37. 14 – 15 เม.ย. เทศกาลทะคะยะมะ (Takayama Matsuri) ของศาลเจ้าฮิเอะ ในเมืองทะคะยะมะ ชมขบวนรถแห่งศาลเจ้าอันตระการตา

37. 6 – 17 เม.ย. เทศกาลยะโยอิ (Yayoi Matsuri) ที่ศาลเจ้าฟุตะระซัน ในเมืองนิกโก้ มีขบวนแห่ตกแต่งสวยงาม

38. 3 – 4 พ.ค. เทศกาลฮะคะตะ โดนทะคุ(Hakata Dontaku) ในเมืองฟุคุโอกะ มีขบวนแห่เทพเจ้าบนหลังม้า ตามตำนานญี่ปุ่น

39. 3 – 5 พ.ค. เทศกาลแข่งว่าว ที่เมืองฮะมะมัตสึ เป็นสนามแข่งว่าวที่มีการแข่งขันว่าวขนาดใหญ่ที่สุด

40. 5 พ.ค. เทศกาลวันเด็กผู้ชาย จะมีการประดับธงปลาคาร์พหลากสี ตามจำนวนลูกชายของแต่ละบ้าน ซึ่งจะโบกสะบัดโต้ลมฤดูใบไม้ผลิอย่างสวยงามมาก

41. 11 พ.ค.- 15 ต.ค. เทศกาลจับปลาโดยนกกาน้ำ ในแม่น้ำนะงะระงะที่เมืองเซคิในจังหวัดกิฟุ

42. 15 พ.ค. เทศกาลอะโออิ(Aoi Matsuri) ที่เมืองเกียวโตจะมีขบวนแห่บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์โบราณพร้อมขบวนรถที่มีพรรณไม้ดอกหลากสีอันสวยหรู

43. 17 – 18 พ.ค. เทศกาลใหญ่ของศาลเจ้า โทโซงุ  ที่เมืองนิกโก้ จะมีขบวนแห่นักรบกว่า 1,000 คน

44. อาทิตย์ที่ 3 ของ พ.ค.  เทศกาลมิฟูเน่ (Mifune Matsuri) มีแห่ขบวนเรือโบราณบนแม่น้ำโออิ ในเกียวโต

45. อาทิตย์ที่ 3 ของ พ.ค. เทศกาลซันจะ (Sanja Matsuri) ของศาลเจ้าอะซะกุซะในโตเกียว มีการแห่ศาลเจ้าใหญ่ๆ 3 ศาล อีกทั้งย่อยๆอีกนับร้อยกว่าศาล

 

เทศกาลที่น่าสนใจในประเทศญี่ปุ่น

 

เทศกาลปีใหม่ หรือ (Hatsumode) ผู้คนจำนวนมากไปวันชินโต หรือวัดพุทธในวันขึ้นปีใหม่ หลังจากที่วัดตีระฆังส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือไปวัดกันในสัปดาห์แรกของวันปีใหม่ ผู้คนจะโยนเงินลงในกล่องและอธิษฐานขอให้มีสุขภาพแข็งแรง หลังจากไหว้พระแล้วก็จะพากันไปซื้อโอมาโมริ(Omamori) ซึ่งถือเป็นเครื่องรางนำโชค และเสี่ยงเซียมซีเพื่อดูโชคชะตา ว่าโชคจะดีหรือร้าย หากใบที่ได้ไม่ดีหลังจากที่อ่านแล้วก็จะผูกไว้ที่กิ่งไม้ที่วัน เพื่อขอให้โชคชะตาดีขึ้น

 

1

 

เทศกาลหิมะ (Yukimutsuri) จัดที่เมืองซับโปโรบนเกาะฮอกไกโดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เป็นเวลา 1 สัปดาห์ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ใจกลางเมืองจะมีรูปปั้นหิมะขนาดใหญ่ประมาณ 200 ชิ้น เรียงรายกันอยู่ ซึ่งบางชิ้นมีขนาดสูงกว่า 15 เมตร นอกจากที่เมืองซับโปโรแล้วยังมีอีก2 แห่งคือที่ซูซูกิโนะ(Susukino) เป็นรูปปั้นน้ำแข็งและที่มาโกมาไน(Makomanai)

 

 

2

 

เทศกาลตุ๊กตา(Hinamatsuri)  ในราวกลางสมัยเอโดะ ค.ศ.1603-1867ผู้คนนิยมทำตุ๊กตาอย่างปราณีตและประดับตกแต่งภายในบ้านโดยที่บนหิ้นจะปูด้วยพรหมสีแดง ตุ๊กตาชุดหนึ่งจะประกอบด้วยตุ๊กตา 15 ตัว

 

 

3

 

เทศกาลชมดอกไม้(Ohanami) วัดคิโยมิซึในโตเกียวเป็นสถานที่ที่ได้รับความนิยมในการชมซากุระบานในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งดอกซากุระถือเป็น”ดอกไม้ประจำชาติ” ของคนญี่ปุ่น โดยที่กรมอุตุนิยมวิทยาของญี่ปุ่นจะพยากรณ์และประกาศอย่างเป็นทางการถึงกำหนดที่ซากุระจะบาน แม้ว่าวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นจะวุ่นวายแต่เมื่อถึงเทศกาลชมดอกไม้ ผู้คนที่ญี่ปุ่นก็จะพากันออกพักผ่อน สังสรร และมาชมดอกซากุระบานกันอย่างมากมาย

 

4

 

โตเกียวดิสนี่ย์แลนด์

โตเกียวดิสนีย์แลนด์เป็นสวนสนุกดิสนีย์แห่งแรกที่สร้างนอกอเมริกา เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อ 15 เมษายน 1983 เพียง 1 เดือนให้หลังมีคนเข้าไปใน park ครบ 1 ล้านคน ใน วันที่ 23 พฤษภาคม 1983 และครบ 10 ล้านคน ในวันที่ 2 เมษายน 1984 จนถึงปัจจุบันอาจพูดได้ว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เคยไปเที่ยวโตเกียวดิสนีย์แลนด์แล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง (ถ้าถามเด็กญี่ปุ่นที่อยู่ต่างจังหวัดว่า ถ้าได้ไปโตเกียวอยากจะไปเที่ยวที่ไหน คำตอบที่น่าจะเดาได้เลย คือ โตเกียวดิสนีย์แลนด์) ซึ่งเด็กๆ ที่อยู่ในแถบคันโต (รอบๆ โตเกียว) จะมาเที่ยวได้ง่ายกว่าเด็กๆ ที่อยู่ต่างจังหวัดไกลๆ เพราะสามารถไป-กลับได้ในวันเดียว แต่ถ้าจะต้องค้างคืน ทางโตเกียวดิสนีย์แลนด์ก็สร้างโรงแรมใหญ่ๆ ไว้บริการ 5 แห่ง (สามารถจองที่พักได้ทางเว็บไซต์ www.tokyodisneyresort.co.jp แล้วคลิกที่ hotel information) ในวันหยุด เสาร์อาทิตย์ หรือวันหยุดราชการจะมีคนไปเที่ยวกันเยอะมาก เป็นหลักหมื่นจนถึงแสนคน จึงไม่แนะนำให้ไปในวันหยุด (ถ้าไม่จำเป็น)

5

 

การชงชา จัดดอกไม้ และจัดสวน

วัฒนธรรมการชงชา การจัดดอกไม้ และจัดสวนแบบญี่ปุ่นนั้น ถือเป็นวัฒนธรรมที่มีเอกลัษณ์เฉพาะตัว  การชงชานั้นมีขั้นตอนมากมาย เป็นการผสานเอาทั้งศาสตร์และศิลป์เข้าด้วยกัน ผู้ชงชาจะต้องบดชาสดจนเป็นผงสีเขียวอ่อนเสียก่อน่พิธีการชงชานั้นก็กระทำอย่างเป็นระบบทำด้วยอาการที่เปี่ยมไปด้วยสติและสัมปชัญญะมีสมาธิจิตควบคุมอย่างเต็มที่ แต่การชงชามิใช่เป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นในยุคนี้ทำกันเป็นกิจวัตรประจำวัน มันได้กลายเป็นเรื่องการเสริมสถานะของคนในสังคมชั้นสูงมากกว่า มิได้เป็นเรื่องของชาวบ้านธรรมดาแต่อย่างใด เป็นเรื่องของหญิงที่กำลังจะเป็นเจ้าสาวต้องเรียนรู้เอาไว้เหมือนการเรียนทำกับข้าวให้เป็น แต่เมื่อแต่งแล้วอาจจะไม่ได้ใช้เลย เด็กสาวสมัยใหม่จึงให้ความสนใจน้อยมากทั้ง ๆ ที่มีสอนกันตามโรงเรียน ส่วนการจัดดอกไม้แบบญี่ปุ่นอาจจะมีการทำกันมากกว่าในหมู่หญิงชาวญี่ปุ่น เพราะไม่เป็นเรื่องยุ่งยากเท่ากับการชงชา

 

6

 

การจัดสวนญี่ป่น เป็นการจัดสวนแบบหนึ่ง อันเป็นแบบฉบับของญี่ปุ่นเองโดยเฉพาะ แผงด้วยความหมายอันลึกซึ้งเกี่ยวกับความงามตามธรรมชาติ ศาสนา ลัทธิ ประเพณี ปรัชญา ความนึกฝัน ศิลปวัฒนาธรรมและแฝงด้วยความเชื่อถือในโชคลาง การจัดสวนแบบญี่ปุ่น นับวันยิ่งจะได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ในประเทศไทยนิยมจัดสวนแบบญี่ปุ่นกันมากเพราะสวนญี่ปุ่นใช้เนื้อที่ในการจัดสวนไม่มากนัก มีความสวยงามอย่างเรียบ ๆ เหมาะกับนิสัยอันอ่อนน้อมและสุภาพของคนไทย อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า สวนญี่ปุ่นเป็นสวนที่มีความงามอย่างมีศิลปะ

7

ขอบคุณที่มา thaifly.com

Read More

3

สวยสะพรั่งเมษายนนี้ อุโมงค์ดอกวิสทีเรีย ที่ฟุกุโอกะ ญี่ปุ่น

1

ภาพจาก Lifebrary / shutterstock.com

   อุโมงค์ดอกวิสทีเรีย กำลังจะบานสะพรั่งอีกครั้ง…เตรียมตัวกันพร้อมหรือยังคะ เพราะฤดูกาลที่ดอกวิสทีเรีย (Wisteria) ในสวนคาวาจิ ฟูจิ การ์เด้น (Kawachi Fuji Garden) เมืองคิตะคิวชู (Kitakyushu) จังหวัดฟุกุโอกะ (Fukuoka) ประเทศญี่ปุ่น จะออกดอกสีม่วงชมพูหวานบานสะพรั่งในช่วงปลายเดือนเมษายนไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคมนี้

2

ประเทศญี่ปุ่น มีสถานที่ท่องเที่ยวให้เราได้เที่ยวได้ไม่รู้เบื่อจริง ๆ ค่ะ ซึ่งแต่ละฤดูกาลก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่กำลังก้าวเข้ามา เป็นที่ทราบกันดีว่าฤดูกาลนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ดอกไม้เบ่งบานไปทั่วทั้งญี่ปุ่น ใครหลายคนอยากจะไปชมซากุระสีชมพูสะพรั่ง แต่เราอยากจะพามุ่งหน้าไปชมความสวยงามของดอกไม้อีกชนิดกันบ้าง นั่นก็คือ ดอกวิสทีเรีย ที่สวน​คาวาจิ ฟูจิ การ์เด้น (Kawachi Fuji Garden) จังหวัดฟุกุโอกะ

3

อุโมงค์ดอกวิสทีเรีย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฝันของนักเดินทางทั่วโลก และยังดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยวจังหวัดฟุกุโอกะอย่างล้นหลามในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมอีกด้วย โดยภายในสวนจะปลูกต้นวิสทีเรียให้เลื้อยไปตามโครงสร้างเหล็กโค้งคล้ายกับอุโมงค์ ยาวประมาณ 80 เมตร และ 220 เมตร มากกว่า 20 สายพันธุ์ รวมทั้งสิ้นประมาณ 150 ต้น พอถึงช่วงเวลาที่ออกดอก ดอกวิสทีเรียมากมายก็จะห้อยระย้าลงมา สลับสีสันไล่ไปตั้งแต่สีชมพูอ่อนจนถึงสีม่วงเข้ม กลิ่นของมันจะหอมหวาน อุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่นี่จึงสวยงามอลังการราวกับสวนดอกไม้ในจินตนาการเลยทีเดียว

4

 

5

ไม่เพียงเท่านั้น ที่ปลายทางเดินของอุโมงค์ดอกวิสทีเรีย นักท่องเที่ยวยังจะได้ชมความงดงามของต้นวิสทีเรียที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ซึ่งออกดอกสีม่วงสะพรั่งไปทั่วทั้งต้น เป็นความมหัศจรรย์ที่ห้ามพลาดเลยเชียว นอกจากนี้ภายในสวนก็ยังมีการปลูกต้นวิสทีเรียในจุดอื่น ๆ อีกด้วย นักท่องเที่ยวจึงสามารถที่จะเพลิดเพลินกับดอกไม้ชนิดนี้ได้อย่างเต็มที่

สำหรับค่าเข้าชมสวนคาวาจิ ฟูจิ การ์เด้น จะอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 เยน (ราคาแตกต่างตามฤดูกาล) โดยเปิดให้เข้าชมช่วงกลางเดือนเมษายน-กลางเดือนพฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.

การเดินทางจากสถานี JR Hakata (Fukuoka) นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นรถไฟสาย Kagoshima Main Line แล้วลงที่สถานี JR Yahata จากนั้นต่อรถบัส Nishitetsu สาย 56 ลงที่ป้าย Kawachi Elementary School แล้วเดินต่ออีกประมาณ 10-15 นาที

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ JNTO (ภาษาอังกฤษ) และ JNTO (ภาษาไทย) หรือติดตามการบานของดอกวิสทีเรียได้ที่ เฟซบุ๊ก kawachifujien (ภาษาญี่ปุ่น)

ใครที่พลาดการชมดอกซากุระก็ลองวางแผนไปเที่ยวชมอุโมงค์ดอกวิสทีเรียกันต่อได้ รับรองได้ว่าที่นี่ก็สวยงามไม่แพ้ซากุระแน่นอน เก็บภาพสวย ๆ มาฝากกันด้วยนะคะ :)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
JNTO magazine, JNTO, เฟซบุ๊ก kawachifujien

Read More

2

ลุ้นเที่ยวญี่ปุ่นฟรีทุกเดือน…ง่ายๆ แค่ขวนกันโหลด K-Mobile Banking PLUS

1

เพราะเชื่อว่าความสุขเป็นสิ่งที่เราสามารถส่งต่อให้กับคนอื่นได้ แล้วท้ายที่สุดความสุขนั้นจะกลับมาที่จุดเริ่มต้นเสมอ แอพ K-Mobile Banking PLUS จากธนาคารกสิกรไทย ชวนคุณส่งต่อความสุขด้วยการแนะนำต่อให้ คนรัก แก๊งเพื่อนหรือคนรอบข้าง ก็ได้รับสิทธิ์ลุ้นแพ็คเกจท่องเที่ยวญี่ปุ่นทุกเดือน รวมมูลค่ากว่า 1,200,000 บาท พร้อมสิทธิพิเศษโดนๆ จาก Reward PLUS อีกมากมาย

คุณสามารถเริ่มส่งต่อความสุขได้ด้วยการรับรหัสผู้แนะนำผ่านทางหน้าเว็บไซต์กิจกรรม และแชร์ผ่านทางช่องทางที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ LINE สิทธิในการร่วมลุ้นรับรางวัลจะมาจากจำนวนครั้งในการลงทะเบียนโดยใช้รหัสผู้แนะนำของคุณ สำหรับดาวน์โหลดแอปพลิเคชันนี้

ร่วมสนุกเพื่อรับสิทธิเที่ยวญี่ปุ่นฟรีๆ กันทุกเดือนกันได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้จนถึง 30 เมษายน 2559  บอกเลยว่างานนี้ยิ่งส่งต่อความสุขมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับความสุขกลับมามากขึ้นเท่านั้น!

ขอบคุณที่มา http://money.sanook.com/363973/

Read More

sy5

ทัวร์ญี่ปุ่นไปกับ 10 อันดับสุดยอดเมืองน่าไปเที่ยวของญี่ปุ่น แดนอาทิตย์อุทัย

ทัวร์ญี่ปุ่นไปกับ 10 อันดับสุดยอดเมืองน่าไปเที่ยวของญี่ปุ่น แดนอาทิตย์อุทัย

ตะลุยสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งอาจโนเนมแต่ฮ็อตฮิตในหมู่ชาวยุ่น รีวิวเที่ยวญี่ปุ่นนี้มีไอเดียแจ่มวางแผนไปที่เที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองกับเมืองท่องเที่ยวโดนใจ

ประเทศญี่ปุ่น (Japan) เดสติเนชั่นยอดนิยมตลอดกาลของนักเดินทางชาวไทย ประเทศที่มีจุดท่องเที่ยวทั้งความสวยงามทางธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม โด่งดังเรื่องแฟชั่น ดนตรีและการบันเทิง รวมไปถึงการครัวที่ลือชื่อไปรอบโลก ที่สำคัญอีกอย่าง คือ การท่องเที่ยวญี่ปุ่นสามารถทำได้ได้ทั้งปี ไม่ว่าจะไปชมดอกไม้หรือไปร่วมงานเทศกาลท้องถิ่น ญี่ปุ่นมีภาษาหลัก คือ ภาษาญี่ปุ่น แต่ก็ไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพราะอัธยาศัยไมตรีของชาวญี่ปุ่นนั้น นับว่าเป็นเลิศไม่รองชาติไหน สกุลเงินที่ใช้ คือ เงินเยน (Japanese Yen or JPY)

การเดินทางไปยังประเทศญี่ป่น มีบริการเที่ยวบินตรงไปญี่ปุ่นไปยังสนามบินในเมืองสำคัญต่างๆ ของญี่ปุ่นหลายเมือง เช่น โอซาก้า โตเกียว ฟุกุโอกะ ซัปโปโรและนาโงย่า เป็นต้น ค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาพิเศษไปญี่ปุ่น

การเดินทางภายในประเทศญี่ปุ่น มีบริการทั้งเที่ยวบินภายในประเทศ รถบัสโดยสาร รถไฟใต้ดินและบนดิน เรือเฟอร์รี่ รถแท็กซี่ รถไฟความเร็วสูงข้ามเมือง และบริการรถเช่าในเมืองต่างๆ ไปญี่ปุ่นเองและเที่ยวเองได้ไม่ยาก

โรงแรมที่พักในประเทศญี่ปุ่น ที่พักในญี่ปุ่นมีหลายแบบ ในเมืองใหญ่ๆ จะมีตัวเลือกมากกว่าเมืองเล็กๆ ทั้งนี้ที่พักมีตั้งแต่รีสอร์ท โรงแรม เกสต์เฮ้าส์ อินส์-เรียวกัง (Japanese Inns or Ryokan) โรงแรมแคปซูล (Capsule Hotel) และที่พักแนวประหยัดต่างๆ ที่เป็นที่นิยมค่อนข้างมาก

ท็อปเมืองท่องเที่ยว

โตเกียว (Tokyo)

1

จุดหมายยอดฮิตของประเทศญี่ปุ่น เมืองนี้ได้ฉายาว่า “อีสต์ มีท เวสต์” (East meets West) หมายถึง การมาบรรจบกันของวัฒนธรรมตะวันตกและตะวันออก เพราะนอกจากคุณจะได้ชมบ้านเมืองที่ยังคงด้วยวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่นแล้ว คุณก็ยังจะได้สัมผัสเทคโนโลยีล่าสุดของโลก และแฟชั่นแบบตะวันตกในสไตล์ญี่ปุ่น ฮาราจุกุในโตเกียวก็เปรียบได้กับ ถนนเมดิสันแห่งมหานครนิวยอร์ค (Madison Avenue, New York) นั่นเอง

ไปเที่ยวช่วงไหนดี เที่ยวได้ตลอดปี ฤดูชมซากุระเมืองนี้จะอยู่ราวกลางเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน และช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ราวเดือนพฤศจิกายน

เกียวโต (Kyoto) ใกล้กับโอซาก้า (Osaka)

2

เมืองยอดฮิตอีกแห่งของแดนซากุระ สำหรับคนที่ชื่นชมศิลปวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น ทั้งวัดโบราณที่ทำให้คุณเหมือนย้อนเวลากลับไปเมื่อเกือบพันปีก่อนในย่างก้าวแรกที่เดินเข้าไป และเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจหากคุณจะเดินสวนกับเกอิชาในชุดกิโมโนบนถนนใจกลางเมือง และการเข้าร่วมพิธีชงชาญี่ปุ่นแบบโบราณ ก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าพลาดสำหรับการไปเยือนเกียวโต

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ช่วงเวลาที่น่าไปเที่ยวมากที่สุด คือ ฤดูใบไม้ผลิราวเดือนมีนาคมและฤดูใบไม้ร่วงราวเดือนตุลาคม ทั้งนี้ในช่วงเดือนเมษายนก็จะเป็นช่วงเทศกาลใหญ่ประจำปี เทศกาลมิยาโกะ (Miyako Odori)

โอซาก้า (Osaka)

3

เมืองที่ใหญ่อันดับสองของประเทศ นอกจากจะเป็นเมืองธุรกิจสำคัญของประเทศแล้ว ยังขึ้นชื่อด้านอาหารในราคาย่อมเยา เพราะไม่ว่าจะมุมไหนของเมือง คุณก็สามารถหาร้านอาหารรสชาติเป็นเลิศ แต่ราคาสบายกระเป๋าได้ไม่ยาก นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง (Kaiyukan) ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ปราสาทโอซาก้า (Osaka Castle) ยูนิเวิร์ลซัล สตูดิโอ (Universal Studio) แห่งญี่ปุ่น และสวนลอยน้ำ (Floating Garden Observatory)

ไปเที่ยวช่วงไหนดี เที่ยวได้ตลอดปี ฤดูชมซากุระเมืองนี้จะอยู่ราวกลางเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน

ฟุกุโอกะ (Fukuoka)

4

อีกเมืองหลักของมิตรรักนักชิมและคนรักอาหารทะเล นอกจากนี้ยังเป็นบ้านเกิดของบะหมี่ราเม็งอันลือชื่อของญี่ปุ่น ฉะนั้นรับรองว่าหากไปเยือนฟุกุโอกะ คุณจะไม่มีทางพลาดการชิมราเม็ง เพราะร้านบะหมี่ข้างทางถือเป็นร้านอาหารยอดนิยม ไม่ต่างจากรถขายไส้กรอกในอเมริกา หรือแผงขายส้มตำบ้านเรา นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีคุณภาพการใช้ชีวิตสูง ถึงกับได้ฉายาว่าเป็นเมืองที่รีเล็กซ์ (Relax) หรือเครียดน้อยที่สุดในญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ฤดูกาลท่องเที่ยวยอดนิยมจะอยู่ราวเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลโกลเด้นวีค (Golden week) และในช่วงเดือนกันยายน-เดือนตุลาคมก็เป็นช่วงที่อากาศกำลังสบายน่าไปเที่ยวอีกช่วงหนึ่ง

นารา (Nara) ใกล้กับโอซาก้า (Osaka)

5

เมืองนารา หรือเมืองแห่งกวาง ทุกหนแห่งที่คุณเดินทางไปเที่ยว คุณจะพบเห็นกลุ่มกวางอันเป็นมิตรกับผู้คน นอกจากนี้นารายังถือเป็นแหล่งกำเนิดของขนบธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่น เมืองนารานี้มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย เช่น พระพุทธรูปไดบุทสึ (Daibutsuden) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อที่ใหญ่ที่สุดของโลก วัดโฮริวจิ (Horyu-ji Temple) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเช่นเดียวกับวัดโทไดจิ (Todaiji Temple) วัดเก่าแก่ที่สุดของเมือง

ไปเที่ยวช่วงไหนดี เที่ยวได้ตลอดปี ฤดูชมซากุระเมืองนี้จะอยู่ราวกลางเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน และช่วงใบไม้เปลี่ยนสีตั้งแต่ราวเดือนตุลาคม-ต้นเดือนธันวาคม

เฮียวโงะ (*Hyogo) ใกล้กับโกเบ *(Kobe) และโอซาก้า (Osaka)

6

เมืองเฮียวโงะตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเกียวโตและโอซาก้า เป็นที่ตั้งของปราสาทฮิเมจิ (Himeji Castle) ที่งดงามที่สุดของประเทศ จนยูเนสโก (UNESCO) มาขอจดทะเบียนเป็นมรดกโลก และถัดจากปราสาทก็เป็นสวนสาธารณะกว้างกว่า 33,000 ตรม. เป็นจุดชมดอกซากุระยอดนิยม จนถึงขั้นจัดเป็นงานประเพณีขึ้นทุกปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิชื่อว่า “เทศกาลชมดอกซะกุระยามราตรี” (Himeji Hana Akari Night View of Cherry Blossom Festival)

ไปเที่ยวช่วงไหนดี ฤดูกาลท่องเที่ยวที่คึกคักที่สุดจะอยู่ในช่วงชมดอกไม้บานในราวกลางเดือน-ปลายเดือนมีนาคม

คารุอิซาวะ มาชิ (*Karuizawa – machi*) ใกล้กับโตเกียว (Tokyo)****

7

เมืองนี้จะเป็นสวรรค์ของคนรักป่าเขาลำเนาไพร ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก บ่อน้ำพุร้อน ภูเขา เมืองธรรมชาติแห่งนี้มีทุกอย่างสำหรับนักธรรมชาตินิยม แต่ไม่ต้องห่วงสำหรับคนที่อยากจะชมทั้งธรรมชาติและช้อปปิ้งในทริปเดียว เพราะเขตช้อปปิ้งคารุอิซาวะ กินซ่า (Karuizawa Ginza) ก็เป็นแหล่งจับจ่ายที่จะให้คุณเพลิดเพลินได้ตลอดวันเช่นกัน

ไปเที่ยวช่วงไหนดี สามารถเที่ยวได้ทั้งปีแต่จะเป็นที่นิยมมากในช่วงฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนกลางปี

ฮากุบะ มุระ (*Hakuba – mura*) ใกล้กับมัสซูโมโต้ (Matsumoto)

8

เมืองเล็กๆ ในจังหวัดนากาโน่ (Nagano) นี้ อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักสำหรับคนไทย แต่เป็นแหล่งสกีอันลือชื่อของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่ใจกลางภูเขาฮากุบะ (Hakuba) ซึ่งเปรียบได้กับเทือกเขาแอลป์ (Alps) ของญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งอาบน้ำแร่ แช่น้ำพุร้อน ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของประเทศด้วย

ไปเที่ยวช่วงไหนดี เหมาะแก่การไปเยือนในช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) และช่วงชมใบไม้เปลี่ยนสีจะอยู่ราวเดือนตุลาคม

ทาคายามะ *(Takayama/ Hid*a*-Takayama)* ใกล้กับมัสซูโมโต้ (Matsumoto)

9

เมืองท่องเที่ยวเมืองเล็กๆ ในจังหวัดกิฟุ (Gifu) ที่แม้จะเล็กแต่ก็เล็กพริกขี้หนู เมืองจิ๋วแต่แจ๋วเมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องหมู่บ้านชิราคาวะโกะ (Shirakawago) หมู่บ้านมุงหลังคาฟางแบบโบราณที่ตั้งอยู่ชานเมืองท่ามกลางหุบเขา หมู่บ้านแห่งนี้ได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกและมีหลายหลังที่เปิดเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสภูมิปัญญาคนโบราณที่สร้างบ้านให้ทนทานทุกสภาพอากาศและยืนหยัดมาหลายศตวรรษ นอกจากหมู่บ้านแห่งนี้แล้วก็ยังมีที่เที่ยวอื่นที่น่าสนใจ เช่น ตึกที่ว่าการเมืองสมัยโชกุน ทาคายามะ จินยะ (Takayama Jinya) เขตเมืองเก่าซันมาชิ (Sanmachi) พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งฮิดะ (Hida Folk Museum/Minzoku-kan) และพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์โทมิโนะซุเกะ (Tomenosuke)

ไปเที่ยวช่วงไหนดี เมืองนี้เที่ยวได้ทั้งปี เพราะในช่วงหน้าหนาวจะเป็นที่นิยมในการไปนอนผิงไฟบ้านโบราณและเล่นสกี ในฤดูใบไม้ผลิ-ร้อนก็เป็นช่วงชมดอกไม้บานและเที่ยวป่าเขา รวมไปถึงเทศกาลดอกไม้ไฟอันยิ่งใหญ่ในราวเดือนกรกฎาคมของทุกปี ในขณะที่ใบไม้เปลี่ยนสี (เดือนตุลาคม) เมืองนี้ก็สวยไม่แพ้ที่ใดเช่นกัน

ซัปโปโร/ซัปโปะโระ (Sapporo)

10

เป็นแหล่งอาหารทะเลสดอร่อย บะหมี่ราเม็งเลิศรส และแหล่งผลิตเบียร์ขึ้นชื่อ ในช่วงฤดูหนาวของทุกปีก็จะการจัดงานเทศกาลคริสต์มาสสไตล์เยอรมัน (German Christmas Market at Odori Park) งานประดับไฟหน้าหนาว (Sapporo White Illumination) และตามมาด้วยเทศกาลหิมะและน้ำแข็งแกะสลักแห่งซัปโปโร (Sapporo Snow Festival) ในช่วงต้นปี ส่วนที่เที่ยวก็มีมากมาย เช่น โรงเบียร์ซัปโปโร (Sapporo Beer Museum) สวนกลางเมืองโอโดริ (Odori Park) หอนาฬิกาเก่าประจำเมือง (Tokeidai) ตึกที่ทำการเก่าแก่ของฮอกไกโด (Hokkaido Government Building) ย่านบันเทิงซูซูกิโนะ (Susukino) ศาลเจ้าฮอกไกโด (Hokkaido Shrine) สวนสัตว์มะรุยะมะ (Maruyama Zoo) และภูเขาโมอิวะ (MT. Moiwa) เป็นต้น

ไปเที่ยวช่วงไหนดี เที่ยวได้ทั้งปีเพราะมีที่เที่ยวหลากหลาย ทั้งนี้ในช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) จะมีเทศกาลฤดูหนาวหลายงานที่เป็นที่นิยม

 

 

Read More

1

JAPAN edible guide! : เที่ยวญี่ปุ่นเวอร์ชั่นกินได้ กับ 10 ของกินที่ต้องลอง!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เรามักจะเห็นรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นก็เยอะแล้ว รีวิวร้านดังๆในญี่ปุ่นก็เยอะแล้ว ญี่ปุ่นเวอร์ชั่นเรา เลยขอรวมเอาของกินกรุบกริบ จุ๊บจิ๊บ ตามข้างทาง ในคอมบินิ (ร้านสะดวกซื้อ) และในอีกหลายๆที่ที่เราไปกินมาและอยากให้ทุกคนไปลอง รับรองว่า หาได้ง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่ได้แพงจนซื้อไม่ไหว แล้วบอกเลยว่า ถ้าได้ไปญี่ปุ่นคราวหน้า ห้ามพลาดนะ! :-)

>>> ปล. ราคาของขนมทั้งหมดที่ลง เป็นราคาประมาณ อาจคลาดเคลื่อนเล็กน้อย

1

1. Matcha softcream
ของเบสิค ควรลอง
พิกัด : หน้าปราสาทโอซาก้า
ราคา : 300Y

 

2

2. Sakura Softcream (มีเฉพาะฤดู)
พิกัด : ทางขึ้นคิโยมิสึเดระ (อยู่ขวามือ) , เกียวโต
ราคา : 300Y

 

3

3. Soda Softcream.
เราว่าอร่อย รสชาติออกแนวน้ำเขียวบ้านเรานิดนึง ใครไม่ชอบน้ำเขียวให้กินรสอื่น 555555
พิกัด : ข้างๆวัดอาซาคุสะ (ร้านที่ขายเมลอนปัง)
ราคา : 300Y

 

4

4. Soda Pop icecream (ที่กินแล้วติดเต็มปาก)
พิกัด : ปราสาทโอซาก้า
ราคา : 200-300Y

 

 

5

5. Manneken Waffle.
ดอกจันแปดสิบดอกว่าอร่อยมาก ไม่ควรพลาด มากๆ มากๆ
พิกัด : กินซ่า ถนนฝั่งตรงข้ามหอนาฬิกา ตรงมุมด้านขวา หาไม่เจอให้เดินตามกลิ่นไป หรือสังเกตุมุมที่มีคนเข้าแถว นั่นแหละ
ราคา : จำไม่ได้ก๊า ประมาณ 400Y

 

6

 

6. Cream Cheese, Mix Nuts, Hot crepe.
ปรกติคนชอบไปกินเครปเย็นกัน แต่อันนี้อร่อยมาก อร่อยจริง อร่อยถึงขนาดพยายามทำเลียนแบบกินเองที่บ้าน
พิกัด : ร้านเครปในฮาราจูกุ

 

 

7

7. Matcha – Redbean Gril Daifuku.
โมจิชาเขียวย่าง อร่อยดี ไปยืนดูเค้าทำ สุดท้ายต้องเสียตังซื้อ
พิกัด : ทางเข้าวัดอาซาคุสะ ทางซ้ายมือ
ราคา : 180Y

 

 

8

8. Redbean cake.
ขนมไส้ถั่วแดง ที่อบออกมาเป็นลายญี่ปุ่นๆ มีหลอกขายแถวหน้าวัดอาซาคุสะ อยู่ในโหมด ก็โอเค ไม่พีค กินก็ดี ไม่กินก็ด๊าย
พิกัด : หน้าวัดอาซาคุสะ
ราคา : 300Y+ (ขายเป็นถุงๆมีหลายชิ้น)

 

9

9. Grill Mochi & Kinako.
โมจิย่างราดน้ำเชื่อมหวานๆ โรยผงถั่วคินาโกะ อันนี้อร่อย สำหรับคนชอบคินาโกะควรลองงงง
พิกัด : หน้าวัดอาซาคุสะ เช่นเดิม
ราคา : 100Y

 

10

 

10. Matcha Icecream & Waffle.
ถ้าเห็นไอติมประกบด้วยวาฟเฟิลลายโคม พูดเลย ไม่ต้องซื้อ มันเฉยมากกกกกก 5555555
พิกัด : วัดอาซาคุสะแหล่งของกิน ที่เก่า
ราคา : 200-300Y

ขอบคุณที่มา http://travel.sanook.com/

 

Read More

1

เที่ยวเมือง ทาคายาม่า (Takayama) ญี่ปุ่น

1

ทาคายาม่าเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นลิตเติ้ลเกียวโต เพราะมีย่านบ้านเก่าที่ยังคงรักษาและอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี

เมืองทาคายาม่านั้นเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์สำคัญมากมาย มีวัดวาอารามต่างๆ ที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางร่มเงาของต้นไม้ใหญ่

ตัวเมืองล้อมรอบด้วยภูเขาและแม่น้ำ และที่นี่ยังมีเทศกาล Takayama Matsuri ซึ่งจะจัด 2 ช่วงคือในฤดูใบไม้ผลิ (14-15 เมษายน)

และฤดูใบไม้ร่วง (9-10 ตุลาคม)โดยในงานจะมีการแห่รถลากโบราณที่เรียกว่า Yatai ซึ่งจะตกแต่งไว้อย่างสวยงามไปรอบเมือง

 

ขอบคุณที่มา http://www.chillinjapan.com/10-small-town-in-japan/

Read More

06

เที่ยวเกาะแมว อาโอชิมะ สวรรค์คนรักน้องเหมียว

คนรักแมวรู้แล้วต้องกรี๊ดสลบ เพราะไม่ใช่เพียงคาเฟ่แมวที่เปิดเอาใจคนรักแมวเท่านั้น แต่ยังสถานที่แห่งหนึ่งเต็มไปด้วยน้องเหมียว นั่นคือ เกาะแมวเกาะอาโอชิมะ ที่ประเทศญี่ปุ่น

เที่ยวเกาะแมว อาโอชิมะ สวรรค์คนรักน้องเหมียว

01

เกาะแมวแห่งนี้ รู้จักกันในชื่อ เกาะอาโอชิมะ (Aoshima) ที่อยู่ห่างออกไป 8 ไมล์ นอกชายฝั่งทะเลของโอจู ซิตี้ จังหวัดเอะฮิเมะ ประเทศญี่ปุ่น เป็นบ้านหลังน้อยที่แสนสุขของแมวเหมียวกว่า 100 ตัว ขณะที่บนเกาะมีผู้อยู่อาศัยเพียง 15 คนเท่านั้น ซึ่งแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่อยู่ในวัย 50-80 ปีทั้งสิ้น และเชื่อหรือไม่ว่าเกาะเล็กๆ ที่เงียบสงบเพิ่งจะกลายมาเป็นที่สนใจของคนทั่วประเทศในช่วงเวลาไม่นานนี้เอง หลังมีคนนำภาพของแมวบนเกาะนี้โพสต์ขึ้นบนทวิตเตอร์ เมื่อตอนสิ้นเดือนกันยายน 2556 ทำให้เกาะเล็กๆ ที่ไม่มีทั้งโรงแรมและร้านอาหาร รวมทั้งไม่มีแม้แต่ตู้ขายของอัตโนมัติเลย ได้มีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่แห่กันเข้ามาเยี่ยมเยือนชนิดที่ชาวเกาะตั้งตัวไม่ทัน

02

แต่เดิมทีในอดีต เกาะอาโอชิมะ ไม่ได้เป็นเหมือนสวรรค์ของเหล่าแมวเหมียวดังเช่นในปัจจุบัน จนกระทั่งในยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เกาะแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นสถานที่หลบภัยสำหรับผู้อพยพ ซึ่งบางคนก็นำสัตว์เลี้ยงของพวกเขาติดมาด้วย และต่อมาในปี 1960 เกาะแห่งนี้ก็มีประชากรอยู่อาศัยร่วมกันมากถึง 655 คน ทว่าต่อมาชาวบ้านทั้งหลายก็เริ่มจะละทิ้งสถานที่เข้าไปหางานทำบนแผ่นดินใหญ่ ย้ายถิ่นฐานไปที่อื่นบ้าง ทิ้งบ้านและสัตว์เลี้ยงของพวกเขาไว้ จนกระทั่งในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา แมวเหมียวที่ยังคงอยู่บนเกาะก็ได้ขยายพันธุ์ เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ และพากันกระจายมาอาศัยอยู่กันตามบ้านร้างและถนนที่ว่างเปล่า ดังเช่นที่เราจะเห็นได้ในทุกวันนี้

03

อย่างไรก็ตามเหล่าผู้อาศัยบนเกาะ ต่างกังวลเกี่ยวกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ในเรื่องของกฎระเบียบและความสะอาด รวมไปถึงไม่อนุญาตินำสุนัขขึ้นมาบนเกาะ ใครไปก็อย่าลืมปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัดจะได้เล่นกับเจ้าแมวเหมียวได้อย่างสบายใจ ปัจจุบันผู้คนนิยมเดินทางมาให้อาหารแมวบนเกาะอาโอชิมะ โดยมีความเชื่อว่าพวกมันจะนำโชคดีมาให้อีกด้วย…

04 05 06 07

 

ขอบคุณที่มา http://travel.mthai.com/world-travel/93492.html

Read More

ilristorante

แนะนำร้านอาหารสุดยอดความอร่อยในโตเกียว

koju-tokyo-grilled-eel-tile

แนะนำร้านอาหารสุดยอดความอร่อยในโตเกียว

ร้าน Ryugin

ร้านอาหารญี่ปุ่นเริศรสซึ่งมีคุณ เซจิ ยามาโมโต้ เป็นทั้งเจ้าของและเป็นพ่อครัวด้วย คุณเซจิสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเขาเองและร้านของเขาด้วย วิธีการทำอาหารดั่งเดิมของญี่ปุ่นด้วยวิธีการทันสมัยไม่เหมือนใคร มาตั้งแต่ปี 2003 ซึ่งเป็นปีที่คุณเซจิก่อตั้งร้านขึ้นมา หากใครมาที่นี่ต้องได้ทึ่งกับเทคนิคการ แร่กระดูดปลา conger eel อย่างแน่นอน

ร้าน Ryugin ยังได้ถูกจัดอันดับให้เป็นสุดยอดร้านอาหารอันดับที่ 20 จาก 50 ร้านอาหารยอดเยี่ยมของ San Pellegrino และได้รับรางวัลร้านอาหารที่มีเชฟยอดฝีมือเป็นครั้งที่สามด้วย ในปี 2012 และก็ยังเอาใจลูกค้าเรื่อยมาด้วยอาหารจานพิเศษมีที่เฉพาะร้านนี้เท่านั้น ซึ่งดูได้จากหน้าตาอาหารข้างล่าง อาจจะดูแปลกตาซักหน่อย แต่รับรองความอร่อย หากมาที่โตเกียวหละก็ ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวและร้านอาหารที่ห้ามพลาดเป็นอันขาดหละครับ

ryuginmix

ร้าน Taku – ร้านอาหารในโตเกียว

ทานมื้อเย็นในร้านซูจิแบบไฮเอ็นอาจเป็นประสบการณ์ที่น่ากลัว จากราคาที่แพงแสนแพงเมื่อเช็คบิล แต่ไม่ใช่ร้าน Taku แห่งนี้แน่นอน ด้วยสไตล์การแต่งร้านแบบทันสมัย และ อบอุ่นเป็นกันเอง ทำให้ผู้ที่มากินได้ผ่อนคลายไปพร้อมๆกับอาหารเริศรส ร้านนี้อยู่ในย่านผู้อยู่อาศัย Nishi-Azabu ซึ่งเชฟหนุ่ม ทาคูยะ ซาโต้ ผู้ซึ่งได้ฝึกฝนวิชาทำอาหาร จากการทำงานให้กับร้านอาหารชั้นนำในโตเกียวมาหลายร้านก่อนที่จะเปิดร้าน Taku แห่งนี้เป็นของตัวเอง ซาโต้ เขาเน้นมากในเรื่องของการเสิร์ฟ ปลาคุณภาพสุดยอด ในสไตล์ดั่งเดิม  นอกจากนี้ที่ร้าน Taku ยังขึ้นชื่อเรื่อง ไวน์ สาเก และแอลกอฮอล์คุณภาพสูงที่มีให้เลือกมากมาย

utaku

ร้าน Narisawa

ที่ร้านอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยอย่าง Narisawa นั้น เชฟ โยชิฮิโร่ นาริซาว่า มีความตั้งใจที่จะนำความเป็นธรรมชาติมาสู่จานอาหารพร้อมเสริฟให้ลูกค้าทุกคน นอกจากเขาทำอาหารด้วยความตั้งใจที่จะนำความเป็นธรรมชาติมาสู่อาหารแล้ว เขายังทำด้วยความตั้งใจให้มีรสชาติอร่อยเริศรสตามสไตล์อาหารฝรั่งเศษต้นตำหรับด้วย  อาหารพวกนี้ทำให้ผู้ได้ชิมรู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติราวกับอยู่ในทุ่งหญ้าประเทศฝรั่งเศส ซึ่งพ่อครัว โยชิฮิโร่ นาริซาว่า เป็นลูกศิษย์ของปรมาจารด้านอาหารฝรั่งเศสอย่าง Joel Robuchon และ Paul Bocuse . . . ร้าน Narisawa นั้นมีพ่อครัวระดับ Michelin Star ถึงสองคน และถูกจัดอันดับเป็นที่ 12 ของ 50 อันดับ สุดยอดร้านอาหารของ San Pellegrino ด้วย – ร้านอาหารในโตเกียว

narisawa

ร้าน Koju – ร้านอาหารในโตเกียว

ร้าน Koju แห่งนี้ ถ้าคุณไม่มีข้อมูลมาก่อน อาจจะหาร้านอาหารญี่ปุ่นระดับท็อปแห่งนี้ไม่เจอก็ได้ เพราะหลบอยู่ที่ถนนหลังโรงแรม Nikko ในย่าน Ginza

ร้าน Koju เป็นหนึ่งในร้านอาหารสุดยอดของโตเกียว ที่คุณจะได้รับประสบการณ์ลองลิ้มชิมรสอาหารญี่ปุ่นรสเริศสไตล์ Kappo (ร้านอาหารญี่ปุ่นที่นั่งอยู่ที่บาร์ พ่อครัวทำอาหารอยู่ข้างหน้า พออาหารเสร็จก็เสริฟด้วยตัวพ่อครัวเองเลย) ซึ่งร้าน Koju นี้ได้รับรางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมจากนิตยสาร Tokyo guide ทุกปี ตั้งแต่นิตยสารได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008  พ่อครัว โทรุ โอคูดะ ซึ่งเป็นกำลังหลักของร้าน เน้นเป็นอย่างมากในเรื่องรายละเอียดและการเลือกเฉพาะ เนื้อสัตว์, อาหารทะเล และส่วนประกอบอื่นๆที่สดใหม่ที่สุดเท่านั้น . . . หน้าตาอาหารของร้าน Koju นั้นเน้นด้านความสวยงามสไตล์ Minimal บวกกับคุณภาพและรสชาติของอาหารที่อร่อยระดับสุดยอด แม้อาหารจะดูน้อยแต่รับรองความอร่อยระดับราชาแน่นอน – สุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวในโตเกียว

koju-tokyo-grilled-eel-tile

ร้าน Sense

พ่อครัว เคนอิชิ ทาคาเซะ ได้เดินทางไปมาระหว่างญี่ปุ่นและกวางเจามากกว่า 50 รอบตั้งแต่เขาได้เริ่มอาชีพพ่อครัวของเขา ซึ่งเขาทำงานที่ร้าน Sense ร้านที่ได้รับรางวัลพ่อครัวยอดเยี่ยม ร้าน Sense ตั้งอยู่ที่ชั้น 37 ของ Mandarin Oriental Hotel ซึ่งพ่อครัว เคนอิชิ เป็นเชฟใหญ่อยู่ที่นั่น เขารักการทำอาหารฮ่องกงและมีความชำนาญในการทำอาหารฮ่องกงเป็นอย่างมาก เชฟเคนอิชิ คัดเฉพาะส่วนประกอบที่สดใหม่และมีคุณภาพมาใช้ทำอาหาร และ ยังใช้วิธีใหม่ๆในการปรุงอาหารนำมาประยุกใช้เสมอๆ ทำให้ได้อาหารที่มีความเป็นเฉพาะตัวทั้งรสชาติ ความรู้สึก และ หน้าตาของอาหารในเวลาเดียวกัน ถ้าใครมาเที่ยวโตเกียว ร้านอาหารสุดยอดร้านนี้ห้ามพลาดเป็นอันขาด

sense1

Sawada

Sawada เป็นร้านซูชิที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับหนึ่งในโตเกียว จำนวนที่นั่งเพียง 6 ที่บวกกับเชฟที่ทำอาหารอยู่ข้างหน้ามีถึงสองคน จึงมั่นใจได้ว่าคุณภาพอาหารนั้น เต็มเปี่ยมแน่นอน เชฟใหญ่ โคจิ ซาวาดะ นั้นใจดีมากและบริการลูกค้าด้วยหัวใจของพ่อครัวอย่างแท้จริง . . . เนื้อปลา หรือ เนื้อสัตว์ต่างๆของร้านนี้คัดสรรมาเป็นอย่างดีและได้รับการปรุงรสให้มีรสชาติดีที่สุดก่อนถูกทำมาปรุงขั้นสุดท้ายให้ลูกค้าได้กินกัน วัตถุดิบต่างๆถูกนำมาจากแหล่งที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น เช่น Sea urchin จากฮอกไกโดและเกาะคิวชู หรือ Chewy Morsels จากชิบะ เป็นต้น แต่ความสมบูรณ์แบบของซูชิร้านนี้ ต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงเอาเรื่องอยู่เช่นกัน (ประมาณ 8000 กว่าบาทต่อมื้อกลางวัน ต่อคน) ใครมีกำลังทรัพย์หน่อย อย่าพลาดไปที่ร้าน Sawada นะครับ สุดยอดร้านอาหารของโตเกียว หรืออาจจะเป็นร้านซูชิที่อร่อยที่สุดในโลกก็เป็นได้

sawada

ร้าน Il Ristorante

ร้านอาหารอิตาลีในโตเกียว อาจจะมีให้เลือกมากมายนับไม่ถ้วน แต่ที่ Bulgari Il Ristorante ในย่าน Ginza โดดเด่นทั้งในเรื่องร้านและรสชาติอาหาร จนต้องยกนิ้วให้จริงๆว่าเป็นร้านอาหารอิตาลีอันดับหนึ่งในกรุงโตเกียว แถมยังเป็นสุดยอดสถานที่ท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดอีกด้วย เนื่องจากบรรยากาศภายในร้านนั้นหรูหราน่าประทับใจแบบสุดๆ

ร้าน Il Ristorante ตั้งอยู่ที่ชั้น 9 ของอาคาร Bulgari . . . พ่อครัวของร้าน เชฟ Luca Fantin ซึ่งได้รับรางวัลพ่อครัวชั้นยอดในปี 2012 จัดเตรียมอาหารอิตาลีไว้บริการลูกค้า แถมยังมีอาหารสไตล์ญี่ปุ่นแทรกเข้ามาบ้าง ทำให้ร้านนี้เป็นร้านที่พิเศษจริงๆทั้งในเรื่องอาหารที่เอาความเป็นตะวันตกและตะวันออกมารวมกัน พร้อมด้วยบรรยากาศสุดไฮโซภายในร้าน

ilristorante

ร้าน Motoyoshi

ไม่มีทริปเที่ยวโตเกียวทริปไหนจะสมบูรณ์หากขาดกุ้งเทมปูระ ซึ่งเป็นอาหารญี่ปุ่นที่ถูกปากและขึ้นชื่อเป็นอันดับต้นๆเลยก็ว่าได้ . . . ร้าน Motoyoshi เป็นหนึ่งในร้านอาหารยอดเยี่ยมที่ขึ้นชื่อเป็นอย่างมากเรื่องการทำกุ้งเทมปูระ ถึงขนาดที่บางคนกล่าวไว้ว่ากุ้งเทมปูระที่นี่สุดยอดไร้ที่ติ อร่อยนุ่มลิ้นสุดๆ  พ่อครัวหนุ่ม คาสุฮิโตะ โมโตโยชิ ให้ความสำคัญมากกับการเลือกกุ้งมาทำเทมปูระ และผักตกแต่งต่างๆยังถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีเพื่อให้เข้ากับคุณภาพของกุ้งอีกด้วย ร้าน Motoyoshi มีที่นั่งไม่มากนัก การจะมากินที่นี่อาจจะต้องจองคิวก่อนนะครับ

motoyoshi

ขอบคุณที่มา:

http://amazingthaisea.com/%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7/

Read More

KUJU-FLOWER-PARK9-657x466

เที่ยวญี่ปุ่นชมทุ่งดอกไม้สวยๆ ที่คุจุ (Kuju Flower Park)

KUJU-FLOWER-PARK3-657x436

เที่ยวญี่ปุ่นชมทุ่งดอกไม้สวยๆ ที่คุจุ (Kuju Flower Park) 

สวนดอกไม้คุจุ (Kuju Hana Park หรือ Kuju Flower Park) จังหวัดโออิตะ (Oita) ภูมิภาคคิวชู (Kyushu) ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาทางทิศใต้ของภูเขาคุจุ (Kuju) และห่างจาก Kurokawa Onsenไปทางตะวันออกประมาณ 15 กม. สวนคุจุ (Kuju Hana Park หรือ Kuju Flower Park) เป็นสวนขนาดใหญ่มีพื้นที่กว่า 49 เอเคอร์ (ประมาณ 198,293 ตารางเมตร) ภายในสวนมีทั้งต้นไม้และดอกไม้หลากหลายชนิดร่วม 500 สายพันธุ์และมีจำนวนมากถึง 3 ล้านต้น  สวนนี้สามารถมาเที่ยวชมดอกไม้ที่ผลิบานตามฤดูกาลได้ตลอดทั้งปี (ยกเว้นในช่วงฤดูหนาว) ไม่ว่าจะเป็นทุ่งลาเวนเดอร์, ซัลเวีย, พิงค์มอส,ทิวลิป, ดอกทานตะวันหรือดอกป๊อปปี้ เป็นต้น โดยมีภูเขาคุจุ (Kuju) เป็นฉากหลัง

KUJU-FLOWER-PARK1-657x520

KUJU-FLOWER-PARK5-657x492

KUJU-FLOWER-PARK6-657x466

KUJU-FLOWER-PARK9-657x466

นอกจากทุ่งดอกไม้กลางแจ้งแล้วยังมีโซนเรือนกระจกที่จัดแสดงพันธุ์พืชเขตร้อนอย่างเช่น begonia และอีกนานาชนิดหรือร้านขายของที่ระลึกที่เป็นผลิตภัณฑ์จากพืชและเครื่องหอมต่าง ๆ และยังมีบริการอาหารบุฟเฟ่ต์ที่เสิร์ฟผักสด ๆ ส่งตรงจากบนที่ราบสูงคุจุอีกด้วย

KUJU-FLOWER-PARK2-682x1024-657x986

KUJU-FLOWER-PARK3-657x436

KUJU-FLOWER-PARK10-657x521

KUJU-FLOWER-PARK16-657x466

 

นักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวชมและแวะถ่ายรูปตามจุดต่าง ๆ ได้ ซึ่งภายในสวนดอกไม้คุจุ (Kuju Flower Park) มีทางเดินอย่างดีเชื่อมถึงกันตลอด แม้พื้นที่จะกว้างขวางแต่การได้แวะชมดอกไม้สีสวย ๆ แวะถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ คงทำให้ลืมความเหนื่อยล้าไปได้ที่สวนมีบริการทัวร์รถม้านำชมสวนอีกด้วยรอบละ 20 นาทีนั่งได้เที่ยวละ 4 คนราคา 1,000 เยน  ในวันที่ช่วงเวลาต้นเดือนต.ค.จะมีเทศกาลดอกคอสมอส (Cosmos festival) ที่สวนดอกไม้คุจุ (Kuju Flower Park) แห่งนี้ใครมีโอกาสไปเที่ยวญี่ปุ่นเมือง Taketa จังหวัด จังหวัดโออิตะ (Oita) ภูมิภาคคิวชู (Kyushu) ก็อย่าพลาดงานเทศกาลนี้นะ

เที่ยวญี่ปุ่นชมทุ่งดอกไม้สวย ที่สวนดอกไม้คุจุ (Kuju Flower Park) จังหวัด Oita ภูมิภาค Kyushu
เว็บไซต์:  www.hanakoen.com
เวลาเปิด-ปิด: 08.30- 17.30 น.
ค่าเข้าชม: ผู้ใหญ่ 1,000 เยน, เด็ก 400 เยน
การเดินทาง: นั่งรถไฟ JR จากสถานี JR Oita ไปลงสถานี Bungotaketa แล้วนั่งแท็กซี่ต่อไปอีกประมาณ 30 นาที
GPS: 33.048201, 131.244951

ขอบคุณที่มา: http://www.dplusguide.com/2014/japan-oita-kuju-flower-park

Read More

38_20130708130637.

เที่ยวญี่ปุ่นชมทุ่งดอกทานตะวันที่เมืองโฮคุเรียว

38_20130708130637.

เที่ยวญี่ปุ่นชมทุ่งดอกทานตะวันที่เมืองโฮคุเรียว

เมืองโฮคุเรียว(Hokuryu) เมืองแห่งทุ่งดอกทานตะวันของจังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) จังหวัดและเกาะที่ใหญ่เป็นอันดับสองในประเทศญี่ปุ่น (Japan) นั่นเองค่ะ และในทุกๆช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมของทุกๆปีที่เมืองโฮคุเรียวจะมีการจัดงานเทศกาลดอกทานตะวันขึ้น

 

38_201307081306261.

 

ในช่วงเวลานี้เองที่เมืองโฮคุเรียวจะมีนักท่องเที่ยวจากทั้งในประเทศและต่างประเดินทางมาเที่ยวชมทุ่งดอกทานตะวันที่พร้อมใจกันบานสะพรั่งโชว์สีเหลืองสว่างสดใส ต้อนรับหน้าร้อนกว่า 1.3 ล้านต้น บนพื้นที่ขนาด 231,000 ตารางเมตร

38_20130708130716.

sy13-1024x768

 

นอกจากนี้แล้วภายในงานเทศกาลดอกทานตะวันจะกิจกรรมน่าสนใจมากมาย อาทิ เขาวงกตทานตะวัน นั่งรถชมทุ่งทานตะวัน ปั่นจักรยานชมรอบทุ่ง หรือจะให้อาหารนกกระจอกเทศท่ามกลางทุ่งดอกทานตะวันเหลืองอร่ามก็ยังได้

        ข้อมูลท่องเที่ยวเพิ่มเติม

– ทุ่งดอกทานตะวันสามารถเข้าชมฟรีได้ตลอดทั้งวัน
– เขาวงกตทานตะวัน ค่าเข้าชม 300 เยน
– นั่งรถชมทุ่งทานตะวัน ค่าบริการ 500 เยนต่อคน
– เช่าจักรยาน ค่าบริการ 100 เยนต่อชั่วโมง
– ให้อาหารนกกระจอกเทศ ค่าอาหาร 100 เยน

ขอบคุณที่มา:

http://travel.thaiza.com/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%AE%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7/271810/

 

Read More